2 กรมชลฯ ไทย–มาเลเซีย ผนึกกำลังเดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก เสริมความร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแด

540600980 1181986910642578 1999257240624112101 n

539450707 1181990300642239 4963016001171446507 n

538234553 1181987623975840 5339405098750438109 n

 

         วันนี้ (28 สิงหาคม 2568) ณ ห้องประชุม Napalai B โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานฝ่ายไทย และ Ir. Haji Mohd. Azmin bin Hussin รองอธิบดีกรมชลประทานและการระบายน้ำ ประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานฝ่ายมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานการประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Technical Working Group: JTWG) ครั้งที่ 41 โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ผู้แทนจากทั้งสองประเทศ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
 
การประชุมครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่
• การรายงานผลการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลปากแม่น้ำโก-ลก
• การสอบเทียบร่วมกันของสถานีสำรวจอุทกวิทยาแม่น้ำโก-ลก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันใช้ Rating Curve ของฝ่ายไทยในการพยากรณ์อุทกภัย
• การพัฒนาระบบติดตามข้อมูลในลุ่มน้ำโก-ลก และการจัดทำเว็บไซต์ร่วม
 
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเรื่องการขุดลอกปากแม่น้ำโก-ลก ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการทับถมของตะกอนเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลานาน โดยฝ่ายมาเลเซียได้นำเสนอข้อมูลทางเทคนิคประกอบด้วย รายงานการสำรวจภูมิประเทศใต้น้ำ วิธีการขุดลอก และมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้นำเสนอแผนก่อสร้างคันกันคลื่นและเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่งและระบบนิเวศของแม่น้ำโก-ลก
 
ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามรับรองรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานีสูบน้ำบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศต่อไป
 
ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน