วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลา 18.00 น นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย และติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เพื่อดูความคืบหน้าการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ และวางแผนเร่งนำน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุด โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ และนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมผู้บริหารสำนักงานชลประทานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมเชื่อมต่อผ่านระบบ Video Conference กับโครงการชลประทานในพื้นที่
.
จุดสำคัญของการประชุมอยู่ที่การเร่งระบายน้ำ ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนก่อนระบายลงสู่อ่าวไทย ล่าสุดระบบชลประทานฝั่งตะวันออกสามารถระบายน้ำได้แล้วรวม 57.61 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังคงเร่งระบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดน้ำที่ยังท่วมขังและช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลายเร็วขึ้น
.
ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังคงต้องจับตาปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด กรมชลประทานจึงปรับการระบายน้ำตามปริมาณน้ำที่ไหลลงมา พร้อมนำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำและจุดสำคัญต่าง ๆ เพื่อช่วยดึงน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วและมากที่สุด
.
ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยปรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้สัมพันธ์กับเขื่อนพระรามหก เพื่อให้น้ำไหลผ่านระบบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการติดขัด พร้อมติดตามทั้งปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด
.
นายวิทยา กล่าวว่า ได้กำชับทุกพื้นที่ให้เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะจุดที่อาจกลายเป็น “คอขวด” และทำให้น้ำระบายช้า เจ้าหน้าที่ต้องติดตามทั้งฝนและระดับน้ำตลอดเวลา รวมถึงตรวจเครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และทางน้ำให้พร้อมใช้งาน ส่วนเครื่องจักรและกำลังคนให้เตรียมไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เข้าแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น
.
สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมต่อจากนี้คือฝนระลอกใหม่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ก่อนกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ส่วนภาคตะวันออกช่วงวันที่ 5–6 ตุลาคม มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงบางแห่ง
.
กรมชลประทานจึงต้องใช้ช่วงเวลานี้ในการเร่งระบายน้ำที่ยังค้างอยู่ในพื้นที่ออกให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดทางน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ โดยอธิบดีกรมชลประทานย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีเป้าหมายเดียวกันคือ “เอาน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ลดน้ำท่วมขัง และเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับฝนรอบใหม่ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว”