กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้705
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้764
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2164
mod_vvisit_counterเดือนนี้10231
mod_vvisit_counterทั้งหมด11519170

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก รอบรั้วชลประทาน กรมชลฯนำสื่อมวลชนดูงานการบริหารจัดการน้ำ
กรมชลฯนำสื่อมวลชนดูงานการบริหารจัดการน้ำ
                 
                                กรมชลฯนำสื่อมวลชนดูงานการบริหารจัดการน้ำ และการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมปี 52 ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ

520721                     เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 นายวีระ วงศ์แสงนาค   รองอธิบดีกรมชลประทาน นายชัยนรินทร์ พันธ์ภิญญาภรณ์
ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 11 นายบุญสนองสุชาติพงศ์ โฆษกกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน
นำคณะสื่อมวลชนดูงานการเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรับมือน้ำหลากตามแนวพระราชดำริ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เผยเพิ่มศักยภาพระบายน้ำออกสู่ทะเลด้วยระบบระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ   พร้อมปรับปรุงคลองสายหลักและก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มขึ้น    รวมทั้งติดตั้งระบบโทรมาตรอุทกวิทยาเพื่อติดตามและเฝ้าระวังน้ำหลากอย่างต่อเนื่อง มั่นใจสามารถช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงฤดูฝนนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
                    นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การเตรียมการเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2552   ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างปีนี้   กรมชลประทานมีความพร้อมค่อนข้างมากทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำและความพร้อมของระบบป้องกันน้ำท่วม     โดยได้ทำการตรวจสอบและซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ อาคารชลประทาน     รวมทั้งการขุดลอกและกำจัดวัชพืชในคลองสายต่าง ๆ ตรวจสอบคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ    และที่สำคัญได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นแนวทางในปฏิบัติงาน คือการจัดทำข้อมูลและความสามารถในการรับน้ำของคลองต่าง ๆ ในฝั่งตะวันออกใหม่ทั้งหมด     พร้อมทั้งได้ประชุมสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำ ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของการปิดเปิดอาคารบังคับน้ำ การควบคุมเครื่องสูบน้ำ    และการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์น้ำ    เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลเร็วขึ้น สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล    โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เขตลาดกระบัง เขตบางพลี และบริเวณสถานที่ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ    ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และมีความลาดเอียงน้อย    ทำให้การระบายน้ำฝนและน้ำหลากเป็นไปอย่างล่าช้า     ในปี 2552 กรมชลประทานได้วางแนวการบริหารจัดการโดยเชื่อมโยงกันระหว่า   งลุ่มน้ำ โดยจะชะลอน้ำเหนือที่จะไหลลงมาด้วยการเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนต่าง ๆ ที่อยู่ทางตอนบน     เพื่อให้ผ่านพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้น้อยที่สุด ซึ่งปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยแล้ว ยังเป็นน้ำต้นทุนที่จะใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งด้วย นอกจากนั้นยังได้วางแผนงานด้วยการเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา    โดยการปรับปรุงระบบระบายน้ำ ประกอบด้วยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มขึ้น 3 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำประเวศบุรีรมย์ สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำหนองจอก   สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำคลองหกวา    รวมทั้งการปรับปรุงคลองสายหลัก     นอกจากนี้ยังได้นำระบบโทรมาตรเข้ามาใช้ในการรายงานข้อมูลสภาพน้ำฝน และอัตราการไหลของน้ำ ณ เวลาจริงจากพื้นที่ทั้งหมด 49 สถานี    เพื่อส่งข้อมูลมายังสถานีแม่ข่ายหรือห้องควบคุม      เพื่อประมวลและวิเคราะห์การบริหารจัดการน้ำได้ทันท่วงที “การเร่งระบายน้ำหลากและสูบระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยตรง    ทำให้สามารถลดสภาวะน้ำท่วมและความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากระบบโทรมาตรจะนำไปใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลาก    โดยการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของระดับน้ำ เ   พื่อคาดการสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นและสามารถวางแผนการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว”     อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว นอกจากนี้ยังมีโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยระบายน้ำและจัดการน้ำหลากในพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบิน โดยในช่วงฤดูน้ำหลากในปี 2552 นี้     กรมชลประทานจะสามารถเปิดใช้งานประตูระบายน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับคลองธรรมชาติบริเวณเขตพื้นที่ตำบลบางปลา ตำบลบางปู    โดยรับน้ำจากคลองลาดหวายคลอง 9 – คลอง 1 ตามลำดับ   แล้วสูบออกทะเลโดยตรง ซึ่งสามารถช่วยระบายน้ำได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 ลบ.ม./ วินาที ( 2,160,000 ลบ.ม./วัน )    และงานก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2553 ซึ่งเมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จจะสามารถช่วยระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม/ วินาที ( 8,640,000 ลบ.ม./วัน) จะช่วยลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมขัง   ปัญหาน้ำหลากและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จาก 10 วันเหลือ 2 วันได้ และลดพื้นที่น้ำท่วมลง 140 ตารางกิโลเมตร       อีกทั้งช่วยให้มีแหล่งน้ำจืดสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นการช่วยบริหารจัดการน้ำหลากให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น