กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้821
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้99
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้821
mod_vvisit_counterเดือนนี้12015
mod_vvisit_counterทั้งหมด11520954

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก รอบรั้วชลประทาน สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางและมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมาย จัดสัมมนาในการควบรวมกฎหมายคันคูน้ำและกฎหมายจัดรูปที่ดิน
สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางและมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมาย จัดสัมมนาในการควบรวมกฎหมายคันคูน้ำและกฎหมายจัดรูปที่ดิน

540904-3.jpg540904-3.jpg












540904-4.jpg540904-5.jpg













สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางและมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมาย จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเป็นครั้งสุดท้ายในการควบรวมกฎหมายคันคูน้ำและกฎหมายจัดรูปที่ดิน

 นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อ  รับฟังความคิดเห็นในการยกร่างพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. .... ครั้งที่ ๕  ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ โฮเต็ล กรุงเทพมหานคร  ผู้เข้าสัมมนาประกอบด้วย ผู้บริหารกรมชลประทาน เกษตรกร ตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายคันคูน้ำ และกฎหมายจัดรูปที่ดินในกรุงเทพมหานครและกลุ่มพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี เป็นต้น

ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย    ทั้งสองฉบับ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติหลายมาตราไม่ทันสมัย  อีกทั้งตลอดระยะเวลาเกือบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา ในพื้นที่ชลประทาน ๒๔ ล้านไร่ มีระบบงาน    แพร่กระจายน้ำในแปลงนาเพียง ๑๒ ล้านไร่ เป็นงานคันคูน้ำประมาณ ๑๐ กว่าล้านไร่ งานจัดรูปที่ดิน ประมาณ ๑.๘๗ ล้านไร่ ในเขตพื้นที่ชลประทานนั้น การจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อเกษตรกร เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรเลี้ยงคนในประเทศ และสามารถส่งพืชผลทางการเกษตร  ออกนอกประเทศ นำรายได้หลักมาสู่ประเทศไทยได้อย่างมั่นคง ดังนั้นการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืนตลอดไป และสอดคล้องกับ นโบายของคณะรัฐมนตรีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงต่อรัฐสภา    เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม  ๒๕๕๔  ในนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรกข้อ ๑.๔ ว่า   ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน โดยเร่งให้มี การบริหารจัดการน้ำในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพให้สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและ ภัยแล้งได้ รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตรด้วยการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ฟื้นฟูการขุดลอกคูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ขยายเขตการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จัดสร้างคลองส่งน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ไร่นา และขยายเขตการจัดรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการผลิต ส่งเสริมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมกับชนิดพืช และจัดหาแหล่งน้ำในระดับไร่นาและชุมชนอย่างทั่วถึง