กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้496
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้99
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้496
mod_vvisit_counterเดือนนี้11690
mod_vvisit_counterทั้งหมด11520629

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก รอบรั้วชลประทาน สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางและสถาบันวิจัยกฎหมายจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการรวบรวมกฎหมายคันคูน้ำและกฎหมายจัดรูปที่ดิน
สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางและสถาบันวิจัยกฎหมายจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการรวบรวมกฎหมายคันคูน้ำและกฎหมายจัดรูปที่ดิน

ku377ku378















ku379ku377













         นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการยกร่าง พ.ร.บ. จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. .... ครั้งที่ ๓ จากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานจัดรูปที่ดินและงานคันคูน้ำ    เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ โรงแรมอาร์เอส โฮเต็ลแอนด์รีสอรท์(ราชศุภมิตร) จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นการสัมมนาในกลุ่มพื้นที่ภาคตะวันตก ประกอบด้วยผู้เข้าสัมมนาจาก     จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม เป็นต้น

 

         ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางกล่าวว่า ประเทศไทยประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางมีประมาณ ๒๔ ล้านไร่      ซึ่งรัฐบาลได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วจำนวนมาก แต่พื้นที่ที่จะทำการเกษตร     ประเภทสมบูรณ์แบบนั้นมีเพียง ๑.๘๗ ล้านไร่ กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานคือ จัดรูปที่ดินและคันคูน้ำมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕-ปัจจุบัน รวมระยะเวลาเกือบ ๕๐ ปี ได้พื้นที่ประมาณ ๑๒ ล้านไร่ ยังเหลือพื้นที่ที่ต้องดำเนินการอีกมาก จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ และพ.ร.บ. คันคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้ประกาศใช้มาเป็นเวลาพอสมควร มีบางประเด็นไม่ทันสมัยเป็นปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ ประกอบกับปัจจุบันมีการใช้ที่ดินผิดประเภท โดยการใช้พื้นที่ทางการเกษตรซึ่งรัฐได้ลงทุนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว ในกิจการอื่น เช่น อุตสาหกรรม     บ้านจัดสรร เป็นต้น ดังนั้นการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร สังคม เศรษฐกิจ ซึ่งเติบโตตามจำนวนประชากรโลก