กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้25
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้799
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1645
mod_vvisit_counterเดือนนี้12839
mod_vvisit_counterทั้งหมด11521778

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก รอบรั้วชลประทาน องคมนตรีและราชเลขาธิการติดตามความก้าวหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตจ.ชัยนาทและพิษณุโลก
องคมนตรีและราชเลขาธิการติดตามความก้าวหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตจ.ชัยนาทและพิษณุโลก


530215-2












530215-1












530215-3












530215-5












530215-7












          วันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2553 นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี และ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ พร้อมคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดชัยนาทและจังหวัดพิษณุโลก โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกรมชลประทานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้การต้อนรับ

          วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี และ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ เดินทางไปดูงาน ณ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท โดยมีนายสาทร เรืองจิระอุไร ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 และคณะให้ต้อนรับและรายงานแนวทางการดำเนินงานในการบริหารจัดการน้ำของลุ่มเจ้าพระยาในช่วงฤดูแล้งปี 2552/2553 ว่าเขื่อนเจ้าพระยา เป็นเขื่อนทดน้ำที่มีความสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่กระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานสนับสนุนการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ในเขตโครงการเจ้าพระยาใหญ่  จากนั้นเดินทางไป อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนนเรศวร และติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนนเรศวร ซึ่งเป็น 1 ใน 6 เขื่อน ที่กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงเห็นชอบแนวทางการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน 6 เขื่อน ภายในโรงไฟฟ้าจะติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก กำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งใช้ปริมาณน้ำในการปั่นไฟเฉลี่ย 154 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งงานก่อสร้างสายไฟฟ้าส่งขนาด 22 กิโลโวลต์  เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้เข้าระบบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่มีอยู่เดิม และเมื่อโรงไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เฉลี่ยปีละ 43 ล้านหน่วย ทั้งนี้จะสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ประมาณ 84 ล้านบาท/ปี และเพิ่มความมั่งคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศโดยเฉพาะในท้องถิ่นที่ตั้งโรงไฟฟ้าได้ ปัจจุบันการก่อสร้าง มีความก้าวหน้าไปร้อยละ 23.73 คาดว่าจะแล้วเสร็จ ในเดือนมีนาคม 2554 โดยมีนายสมพงษ์ บ่างตระกูล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 3 และคณะให้การต้อนรับ

          ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี  นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี และ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนทดน้ำพญาแมน อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โดยมีนายชูชาติ ฉุยกลม วิศวกรใหญ่ฯด้านวางแผนและโครงการ พร้อมคณะให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานว่า เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนเป็นเขื่อนขนาดใหญ่เก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันตัวเขื่อนก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2552 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนสามารถเก็บกักน้ำได้ 578.20 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุที่ระดับเก็บกัก สำหรับระบบชลประทานและระบบระบายน้ำอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2555 ตั้งแต่ต้นปี 2552 สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ฝั่งขวาของเขื่อนทดน้ำพญาแมน ในเขตอำเภอวัดโบสถ์และอำเภอพรหมพิราม แล้วจำนวน 15,226 ไร่ สำหรับพื้นที่ส่งน้ำฝั่งซ้ายคาดว่าจะส่งน้ำได้ภายในปี 2553 นี้ นอกจากนี้ ได้ระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในเขตลุ่มเจ้าพระยา วันละ 4.32 ล้านลูกบาศก์เมตร

          นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในพื้นที่ชลประทานฝั่งขวาแล้ว 53 กลุ่ม มีสมาชิก 427 คน และพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย จำนวน 113 กลุ่ม สมาชิก 840 คน คณะทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพราษฎรในพื้นที่มีแผนดำเนินงานในการส่งเสริมอาชีพราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนแควน้อย โดยหน่วยงานต่างๆของจังหวัดพิษณุโลกได้จัดทำยุทธศาสตร์ 7 ด้าน อาทิ ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านการประมง ด้านการพัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรโดยรอบอ่างเก็บน้ำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้

          นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้มอบนโยบาย และให้ข้อสังเกตไว้ว่า ยุทธศาสตร์ต่างๆที่ทางจังหวัดได้บูรณาการร่วมกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีน่าชื่นชมแต่บางโครงการย่อยเป็นงานธรรมดาที่หน่วยงานต่างๆทำกันอยู่แล้ว จึงอยากให้ลองคิดนอกกรอบ เนื่องจากเรามีแหล่งน้ำต้นทุนอยู่แล้ว น่าจะมีโครงการอะไรสามารถคิดใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก