กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้95
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้821
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้916
mod_vvisit_counterเดือนนี้12110
mod_vvisit_counterทั้งหมด11521049

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก รอบรั้วชลประทาน กรมชลฯ ประชุมโครงการชลประทานทั่วประเทศ ปรับแผนการบริหารจัดการ
กรมชลฯ ประชุมโครงการชลประทานทั่วประเทศ ปรับแผนการบริหารจัดการ



                                                   520804                         
กรมชลฯ ประชุมโครงการชลประทานทั่วประเทศ ปรับแผนการบริหารจัดการน้ำพร้อมคาดการณ์สภาพอากาศในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของฤดูฝน 

                    เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน เชิญประชุมผู้บริหารโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อวางแผนและปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง หลังพบปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี 2552 โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศมาบรรยายในหัวข้อ “การคาดการณ์แนวโน้มสภาพภูมิอากาศในช่วงฤดูฝนปี 2552” ประกอบด้วย ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร รศ.ดร. สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายจรูญ เลาหเลิศชัย จากกรมอุตุนิยมวิทยา นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเปิดเผยกับสื่อมวลชนระหว่างการประชุมผู้บริหารกรมชลประทานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคว่า ขณะนี้ปรากฏการณ์เอลนิโญ เริ่มชัดเจนขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย อาจจะประสบภาวะความแห้งแล้งได้ ประกอบกับที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้คาดการณ์ฤดูฝนปีนี้จะเป็นปีน้ำมาก แต่จากการติดตามสภาพภูมิอากาศของหลายหน่วยงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีแนวโน้มปริมาณฝนที่ตกในช่วงฤดูฝนต่อจากนี้ไปอาจจะใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ดังนั้นในช่วงฤดูฝนที่เหลือ 3 เดือนคือ สิงหาคม-ตุลาคม 2552 จึงจำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้น้ำมีเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งปี 2553 โดยจะต้องเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนหรือแหล่งเก็บน้ำต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และระบายน้ำออกจากเขื่อนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ หลังจากสิ้นเดือนกรกฎาคม 2552 มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 42,198 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 61 ของปริมาณความจุทั้งหมด และมี 16 เขื่อนใหญ่ ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่ถึงร้อยละ 50 ของปริมาณความจุ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่งัด เขื่อนแม่กวง เขื่อนแควน้อย เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนบางพระ อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมชลประทานกำลังพัฒนาโปรแกรม ROS สำหรับนำมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนต่างๆ สามารถคำนวณปริมาณการรับน้ำและการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนให้สัมพันธ์กันได้ ส่งผลให้บริหารจัดการน้ำของเขื่อนเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น