ผู้ออนไลน์

เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้เขียนโครงการสูงสุด

กลุ่มพิจารณาโครงการ สชป.17: 134 รายการ
ส่วนปฏิบัติการ สชป.16: 89 รายการ
ฝ่ายโครงการพิเศษ สชป.2: 69 รายการ
กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: 54 รายการ
กลุ่มพิจารณาโครงการ สชป.4: 42 รายการ
ส่วนปฏิบัติการ สชป.5: 28 รายการ
กลุ่มกิจกรรมพิเศษ สชป.1 นายจักรกฤษณ์ ชมภูบาง : 23 รายการ
อธิพล ศรีหล้า สชป.7: 17 รายการ
นายนิวัต แจ้งสว่าง ฝ่ายโครงการพิเศษ ส่วนปฏิบัติการ สชป.14: 15 รายการ
ผู้ดูแลระบบ: 14 รายการ
นายเกริกไกร ศิริวัฒนกุล สชป.6: 13 รายการ
ส่วนปฏิบัติการ สชป.13: 11 รายการ
ชื่อ นามสกุล สชป.3: 10 รายการ
ชื่อ นามสกุล สชป.15: 8 รายการ
ส่วนอำนวยการและติดตามประเมินผล สคญ.: 6 รายการ
ฝ่ายโครงการพิเศษ สชป.9: 3 รายการ
ชื่อ นามสกุล สชป.8: 2 รายการ
นายประสิทธิ์ เสือทอง สชป.11: 2 รายการ
วสันต์ โพธิ์ศรี ฝ่ายโครงการพิเศษ สชป.10: 1 รายการ
ชื่อ นามสกุล สชป.12: 0 รายการ
ศูนย์สารสนเทศ: 0 รายการ
 

ประกาศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน อาจแสดงผลโครงการฯไม่สมบูรณ์ ขออภัยในความไม่สะดวก

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พิมพ์ อีเมล

วัตถุประสงค์

กรมชลประทานดำเนินงานก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีวัตถุ ประสงค์ที่สำคัญเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาในเรื่องน้ำที่เกิดขึ้นหลายประการ  ดังนี้

  • 1) เพื่อป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาใน ช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกิดจากการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำอื่นๆ ซึ่งทำหน้าควบคุมและป้องกันไม่ให้น้ำเค็มรุกตัวเข้ามา จึงทำให้น้ำในแม่น้ำปากพนังช่วงเหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิเป็นน้ำจืดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
  • 2) เป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดในช่วงฤดูฝนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำโดย สามารถจัดสรรให้ใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรมและเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา รวมถึงการใช้น้ำด้านอื่นๆ ในเขตพื้นที่โครงการ
  • 3) ส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกสองฝั่งลำน้ำประมาณ 521,500 ไร่ ในฤดูฝน และ 240,000 ไร่ ในฤดูแล้ง
  • 4) เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝนให้กับพื้นที่การเกษตรและในบริเวณชุมชนเมือง โดยการพัฒนาสร้างแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณต้นน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายต่างๆ จะสามารถช่วยให้การระบายน้ำในพื้นที่ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • 5) เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานเดิมและพัฒนาระบบชลประทานใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำจืดที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้นด้วย
  • 6) ขจัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรนากุ้งและเกษตรกรนาข้าว เนื่องจาก มีการแบ่งเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน
  • 7) ลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่น
  • 8) ที่สำคัญเพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ เศรษฐกิจและสังคมของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังให้ดีขึ้น โดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
  • 9) ฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยาให้กลับคืนสู่ดุลยภาพ

สภาพทั่วไป

                ลุ่มน้ำปากพนัง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 10 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช 2 อำเภอของจังหวัดพัทลุง และ 1 อำเภอของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราชได้แก่ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอปากพนัง อำเภอ ชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอพระพรหม พื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสกา และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง ได้แก่ พื้นที่อำเภอควนขนุน และอำเภอป่าพยอม และจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอระโนด รวมทั้งสิ้น 13 อำเภอ 75 ตำบล 599 หมู่บ้าน  ประชากร 128,844 ครัวเรือน 606,323 คน เป็นเกษตรกรในเขตโครงการทั้งสิ้น 83,983 ครัวเรือน  พื้นที่ทำการเกษตรรวม 1.092 ล้านไร่ รวมพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 3,100 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,937,500 ไร่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการทำนา มากที่สุดประมาณ 500,000 ไร่
          ลักษณะพื้นที่ลุ่มน้ำฯ มีแหล่งต้นน้ำคือ ทิวเขานครศรีธรรมราช เกือบขนานกับชายฝั่งทะเล โดยมีลักษณะภูมิประเทศ 3 แบบ คือ 

  • ตอนบนของลุ่มน้ำ เป็นที่ลาดชันมาก
  • ตอนกลาง มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอน
  • ถัดลงไปเป็นพื้นที่ราบ ลาดเท ลงสู่แม่น้ำปากพนัง ด้านตะวันออก

 

            มีแม่น้ำปากพนัง เป็นแม่น้ำสายหลัก ยาวประมาณ 156 กิโลเมตร ไหลผ่านกลางพื้นที่ ลักษณะลำน้ำช่วงกลาง เป็นแอ่งกะทะ และพื้นที่ลุ่มน้ำตอนกลาง มีลักษณะเป็นพรุกว้างใหญ่ ลักษณะระบบนิเวศของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จะมีความแตกต่างออกไปตามลักษณะรสน้ำ ซึ่งจำแนกได้ถึง 4 ลักษณะคือ น้ำจืด น้ำเปรี้ยวจากป่าพรุ น้ำกร่อยเกิดจากน้ำจืดผสมน้ำเค็ม และน้ำเค็มหรือน้ำทะเล ก่อให้เกิดระบบนิเวศสัตว์ และพรรณพืชรูปแบบต่างๆ กันออกไป อาทิ ป่าจาก ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าสาคู ป่าบกและหญ้าทะเล ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิต ที่แตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละพื้นที่ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากในอดีต กลับเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วจากการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรอย่างทำลาย ให้ราษฎรในพื้นที่ต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น

 

001


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ภัยธรรมชาติ และความเดือดร้อนที่ราษฎรต้องเผชิญ ทรงศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้ง  วิเคราะห์ปัญหา จนมีบทสรุปออกมาเป็นแนวพระราชดำริ ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง  พระราชทานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับใส่เกล้า มาดำเนินการในหลายโอกาส  รวม  13  ครั้ง  โดยครั้งแรก มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับโครงการชลประทานในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2521 ให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างฝายคลองไม้เสียบขึ้น บริเวณบ้านเกาะร้าว ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกตลอดสองฝั่งคลองไม้เสียบ ขณะเดียวกันทรงแนะนำให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสทางด้านเหนือน้ำของฝายคลองไม้เสียบ เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมรวมกว่า 70,000 ไร่ ทั้งยังเป็นแหล่งเก็บกักน้ำช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตอำเภอชะอวด และน้ำในอ่างเก็บน้ำจะใช้ในการขับไล่น้ำเค็มที่รุกล้ำในช่วงฤดูแล้ง

          สำหรับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง  ถือกำเนิดเป็นรูปร่างครั้งแรก  จากพระราชดำริเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2535 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานีสูบน้ำบ้านโคกกูแว ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ความตอนหนึ่งว่า

"...ควรก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบที่บริเวณปากแม่น้ำ ห่างจากอำเภอปากพนังไปทางทิศใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำทะเลมิให้ไหลเข้าแม่น้ำปากพนัง และเก็บกักน้ำจืดไว้ ในแม่น้ำและลำน้ำต่าง ๆ  สำหรับการบรรเทาน้ำท่วม  ควรขุดคลองระบายน้ำแยกจากแม่น้ำปากพนังเพิ่มเติม   ตามความเหมาะสม..."

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ทรงมีแนวพระราชดำริ ให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนังให้เสร็จโดยเร็ว เพราะงานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดหลักสำคัญในการแก้ไขปัญหา มีพระราชกระแสตอนหนึ่ง  ความว่า "...แม้ประตูน้ำอันเดียวนี้จะไม่แก้ไขปัญหาทั้งหมด แต่จะสร้างหรือทำโครงการต่อเนื่อง...แต่ถ้าหากว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาทั้งหลาย ซึ่งแต่ก่อนนี้การแก้ไขปัญหาต่างกันต่างทำต่างฝ่ายต่างทำ จุดเริ่มไม่มี ตอนนี้ถ้าสร้างประตูระบายน้ำเสร็จ...จากอันนี้จะทำอะไร ๆ ได้ทุกอย่างและแยกออกมาเป็นโครงการฯ..."

            พระราชดำริต่างๆ ที่พระราชทานแสดงถึงพระปรีชาสามารถ มีความสนพระทัย และมีพระราชประสงค์ที่จะให้โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์เฉกเช่นที่เคยเป็นมาและนั่นย่อมหมายถึง ความรุ่งเรืองผาสุกจะบังเกิดขึ้นอีกครั้งในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้

 ระยะเวลาดำเนินการ

การพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และกิจกรรมอื่นๆ  อีกทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมถึงเพื่อจัดการการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ

กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการ โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 30  กันยายน  2536  เริ่มทำการศึกษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2536 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2537 สำหรับการเข้าดำเนินการปักหลักเขต รังวัดที่ดิน และจัดหาที่ดินบริเวณหัวงานก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนัง เริ่มเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536

 

002

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้เปิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เมื่อวันที่  7  พฤศจิกายน  2538  ใช้งบประมาณ  15,825.35  ล้านบาท  ประกอบด้วยงานก่อสร้างด้านชลประทาน งานติดตามแก้ไขผลกระทบ และงานพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยกรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างด้านชลประทานภาคใต้ งบประมาณดำเนินการ 13,379.60 ล้านบาท แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ

1.  องค์ประกอบโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน

  • 1) ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ
  • 2) คลองระบบระบายน้ำสายหลักและอาคารบังคับน้ำ
  • (2.1) คลองระบายน้ำฉุกเฉิน และประตูระบายน้ำ
  • (2.2) คลองระบายน้ำท่าพญาและประตูระบายน้ำ
  • (2.3) คลองระบายน้ำหน้าโกฏิและประตูระบายน้ำคลองปากพนัง (เสือหึง)
  • (2.4) คลองระบายน้ำชะอวด-แพรกเมืองและประตูระบายน้ำแพรกเมือง
  • 3) คันแบ่งเขตน้ำจืด - น้ำเค็ม ความยาว 91.5 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำตามแนวคัน จำนวน 23 แห่ง
  • 4) คลองลัดท้ายน้ำเชื่อมคลองฉุกเฉินและอาคารบังคับน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย และน้ำทะเลหนุนล้นตลิ่ง เขตชุมชนเทศบาลเมืองปากพนัง

2.        ระบบชลประทานพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

  • 1) พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่าง

                        พื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำปากพนัง เริ่มต้นจากตำแหน่งจุดตัดทางหลวงสาย 4017   (นครศรีฯ-หัวไทร) กับแม่น้ำปากพนัง ถึงประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการดำเนินการควบคุมน้ำหน้าประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ให้มีระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้มีน้ำไหลจากลุ่มน้ำตอนบนลงมาในร่องน้ำปีละถึง  8  เดือน  ยังเพียงพอใช้งาน  ซึ่งการปรับปรุงระบบชลประทานได้ดำเนินการ 2 รูปแบบ คือ

  • พื้นที่สูบน้ำส่งไปตามคลองส่งน้ำ 40,900 ไร่

(สูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่)                                 

  • พื้นที่ส่งน้ำไปตามคลองชักน้ำ 439,100 ไร่

      (เกษตรกรสูบน้ำใช้เอง)

      แยกเป็น     พื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำปากพนัง                             228,200  ไร่

                      พื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำปากพนัง                             210,900  ไร่

  • 2) พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนบน

อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส เป็นแหล่งน้ำต้นทุนปริมาณเก็บกักปกติ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานต่างๆ ดังนี้

  • พื้นที่ชลประทานคลองไม้เสียบ

ส่งน้ำไปตามคลองส่งน้ำ                                                   59,500  ไร่

  • พื้นที่ชลประทานนิคมควนขนุน

ส่งน้ำโดยระบบท่อ                                                          17,500  ไร่

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2547

 

003

 

 ประโยชน์ที่ได้รับ

            จากการดำเนินการแก้ไขในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยยึดหลักแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่พระราชทานให้ไว้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง  ให้มีความกินดีอยู่ดี  มีแหล่งน้ำจืดเพื่อบรรเทาความขาดแคลนน้ำ สำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตรและอื่นๆ ในเขตพื้นที่โครงการและช่วยบรรเทาอุทกภัยทั้งในพื้นที่การเกษตรและในบริเวณชุมชนเมืองโดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดทำให้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดผลประโยชน์กับราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำดังนี้

  • 1) ป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าไปทำลายพื้นที่การเกษตรในพื้นที่น้ำจืด
  • 2) คลองระบายน้ำช่วยลดพื้นที่ที่เคยเกิดอุทกภัย เนื่องจากสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น การขุดลอกคลองธรรมชาติ และการกำจัดผักตบชวาในเขตน้ำจืด ทำให้การไหลเวียนของน้ำดีขึ้นประกอบกับการบริหารประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ทำให้สามารถระบายน้ำส่วนเกินในพื้นที่ออกสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรมทั้ง 3 อำเภอ คือ ปากพนัง เชียรใหญ่ และหัวไทร
  • 3) มีแหล่งน้ำจืดประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นประโยชน์กับพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนประมาณ 521,500 ไร่ ในฤดูแล้งประมาณ 240,000 ไร่
  • 4) การเก็บน้ำจืดในคลองปากพนังด้านเหนือน้ำของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบ สำหรับทำน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค ในเขตอำเภอปากพนัง ซึ่งเคยมีปัญหาน้ำประปามีรสกร่อยและมีกลิ่นในฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการขยายตัวของระบบประปาในเขตอำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอหัวไทรในอนาคต จากบริการน้ำประปา 6,300 ครัวเรือน ในปี 2542 เป็น 7,500 ครัวเรือน ในปี 2546
  • 5) แม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขา เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์น้ำจืด
  • 6) ขจัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรนากุ้งและเกษตรกรที่ใช้น้ำจืดทำการเกษตร มีการ แบ่งเขตการใช้ที่ดินอย่างชัดเจน
  • 7) การทำนากุ้งในเขตน้ำเค็มมีการขยายตัว เนื่องมาจากการขุดลอกคลองธรรมชาติในพื้นที่น้ำเค็ม ทำให้ราษฎรมีน้ำเค็มคุณภาพดี สำหรับใช้ในการเลี้ยงกุ้ง และมีการขยายพื้นที่การทำนากุ้งในเขตน้ำเค็มเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2546 - 2547 ได้ทำการขุดลอกคลองธรรมชาติส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้ว และจะได้ดำเนินการตามแผนงานด้านส่งเสริมและพัฒนาการประมงต่อไป
  • 8) ยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของราษฎร
  • 9) เพิ่มพูนผลผลิตการเกษตรหลากหลายและครบวงจร ทั้งทางด้านการเพาะปลูก การประมง ปศุสัตว์ ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรม
  • 10) ลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำกินในถิ่นอื่น
  • 11) ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ในลุ่มน้ำปากพนังให้กลับคืนเข้าสู่สภาพเดิมในอดีต ราษฎรสามารถทำมาหากินในท้องถิ่นของตนเองอย่างยั่งยืน เนื่องมาจากการบริหารจัดการปิด-เปิด ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และการรักษาระดับน้ำในแม่น้ำปากพนัง ในระดับที่เหมาะสม ทำให้คุณภาพน้ำด้านเหนือน้ำมีคุณภาพดีขึ้น จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องของกรมประมง พบว่าทุกดัชนีชี้ว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำปากพนังเป็นน้ำจืดที่เหมาะสมแก่การเกษตรกรรม
  • 12) ลดปัญหาการเกิดน้ำเปรี้ยวและดินเปรี้ยว น้ำเปรี้ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดขึ้นบ่อยที่บริเวณป่าพรุกุมแป เนื่องจากระดับน้ำในคลองฆ้อง ซึ่งเป็นคลองสาขาของคลองปากพนังลดลง ทำให้ดินในป่าพรุทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้เกิดน้ำเปรี้ยว แต่การควบคุมระดับน้ำในคลองปากพนัง และคลองฆ้องมิให้มีระดับลดลงไปมากจนถึงระดับที่จะทำให้เกิดความเป็นกรด และการก่อสร้างทำนบดินควบคุมระดับน้ำในพื้นที่พรุ ทำให้การเกิดน้ำเปรี้ยวลดลง

ผลการดำเนินงาน

เมื่อการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง โดยการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน แล้วเสร็จ เป้าหมายของการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง คือ ปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ ด้านเศรษฐกิจ และสังคมของราษฎรในพื้นที่ให้ดีที่สุดและยั่งยืนต่อไป  แต่เนื่องจากเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่  ที่มีรูปแบบการบริหารจัดการหลายด้าน  ทั้งด้านจัดการน้ำ  ด้านอาชีพ         ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องบริหารจัดการโครงการแบบ    บูรณาการ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด

 

 

004

 


1. การบริหารจัดการน้ำ

  • การบริหารจัดการน้ำเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากลุ่มน้ำปากพนัง มีปัญหาและปัจจัยเกี่ยวข้องต่างๆ ที่ซับซ้อน มีความพิเศษและแตกต่างไปจากพื้นที่อื่นจึงได้นำเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในการดำเนินการ เพื่อการตัดสินใจตามเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปากพนังแบบผสมผสาน เหมาะสมตามสภาวะธรรมชาติ โดยพิจารณาจากสภาพภูมิอากาศ สภาพพื้นที่ และลักษณะการจัดการลุ่มน้ำซึ่งได้กำหนดตามความต้องการและวัตถุประสงค์ดังนี้
  • 1) การบริหารจัดการเพื่อการกักเก็บน้ำ ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการ

ระยะเวลาดำเนินการประมาณ กลางเดือนมกราคม ถึง กลางเดือนกันยายน

  • 2) การบริหารจัดการเพื่อการฟื้นฟูนิเวศแหล่งน้ำ ตามความต้องการของประชาชนและอยู่ในเกณฑ์กำหนดการดำเนินการบริหารจัดการ

ระยะเวลาดำเนินการประมาณ กลาง เดือนกันยายน ถึง กลางเดือนพฤศจิกายน

  • 3) การบริหารจัดการเพื่อการระบายน้ำ ตามวัตถุประสงค์รองของโครงการ

ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณ กลางเดือนพฤศจิกายน ถึง กลางเดือนมกราคม

  • สำหรับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการ สามารถจัดสรรน้ำตามความต้องการทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ เพื่อกิจกรรมต่างๆ เกิดผลประโยชน์กับส่วนใหญ่ได้ในระดับหนึ่ง แล้ว ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบ ก็ไม่ได้ละเลยที่จะรับฟังและ ให้การช่วยเหลือ กรณีการฟื้นฟูนิเวศแหล่งน้ำ ได้มีการศึกษาพัฒนาเพื่อความเหมาะสมในการจัดการ เพราะนิเวศแหล่งน้ำเป็นนิเวศหลัก ที่มีอิทธิพลต่อความสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำปากพนังโดยรวม

2.  ด้านการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้

  • เมื่อการพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำจืด บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภค บริโภค การเกษตรและอื่นๆ ตลอดจนสามารถบรรเทาความเดือดร้อน สูญเสียในด้านเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร กิจกรรมต่อเนื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนท้องถิ่น ทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเกิดผลกระทบจะต้องพัฒนาจนกว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้ในวิถีชีวิตที่ควรจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม
  • การพัฒนาอาชีพภาคเกษตรกรรมได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการ เมื่อโครงการสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้วเสร็จ จึงได้มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนอาชีพผู้เลี้ยงกุ้งทะเลในเขตน้ำจืดที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้มีการดำเนินการในส่วนอื่นๆ ตลอดแผนการดำเนินการต่อไป สรุปพอสังเขปดังนี้

          1) การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่

  • ได้มีการสำรวจพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งทะเลในเขตน้ำจืด โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้เกษตรกร แสดงความจำนงต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพเพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่เหมาะสมไม่กระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำจืด ผลดำเนินการเป็นดังนี้

ครั้งที่ 1 (ปี พ.ศ. 2548)

 

005 

 

  • เกษตรกรแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการจำนวน 3,700 ราย พื้นที่ 34,237 ไร่ ค่าใช้จ่ายเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นเงิน 332,723,232 บาท โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินการและกำหนดกิจกรรมให้เลือกดังนี้

(1) การปลูกพืช

ได้แก่ ข้าว,ไม้ผล,ไม้ยืนต้น,ไร่นาสวนผสม ฯลฯ

เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ :           จำนวน  698 ราย พื้นที่  5,808.25 ไร่

หน่วยงานรับผิดชอบ       :           กรมส่งเสริมการเกษตร

(2) การปลูกปาล์มน้ำมัน

เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ             :           จำนวน   675 ราย พื้นที่  8,852.25 ไร่

หน่วยงานรับผิดชอบ                   :           กรมวิชาการเกษตร

(3) การปศุสัตว์

ได้แก่ การเลี้ยงโคเนื้อ,โคนม,โคพื้นเมือง,สุกร,เป็ด,ไก่ และการทำแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ             :           จำนวน 1,622 ราย พื้นที่ 11,312.25 ไร่

หน่วยงานรับผิดชอบ                   :           กรมปศุสัตว์

(4) การประมง

ได้แก่ การเลี้ยงปลาหมอไทยในบ่อดิน,การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน,การเลี้ยงปลากะพงขาวร่วมกับปลานิลในบ่อดิน,การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย,การลี้ยงปลาสวยงามและปลาอื่นๆ เป็นต้น

เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ             :           จำนวน 1,824 ราย พื้นที่ 8,264.25 ไร่

หน่วยงานรับผิดชอบ                   :           กรมประมง

          ตามโครงการดังกล่าวนี้ เกษตรกรได้รับการสอนแนะการทำบัญชีเกษตรกรโดยความรับผิดชอบของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การติดตามผลการดำเนินงานโดยสำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการประเมินผลการดำเนินงานโดย สำนักเศรษฐกิจ การเกษตร

 ครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2549)

จากการดำเนินการในครั้งแรกได้มีการเรียกร้องขอเข้าร่วมโครงการเพิ่ม จึงได้มีการสำรวจความต้องการอีกครั้ง ผลการสำรวจ มีผู้แจ้งความประสงค์ขอปรับเปลี่ยน จำนวน 812 ราย พื้นที่ 6,666 ไร่ และความประสงค์ต้องการเลี้ยงกุ้งต่อไป จำนวน 151 ราย พื้นที่ 1,241.25 ไร่ สำหรับผู้ประสงค์ขอปรับเปลี่ยน แยกตามความต้องการในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

  • - การปลูกพืช จำนวน 149 ราย, พื้นที่ 962.75 ไร่
  • - การปลูกปาล์มน้ำมัน จำนวน 21 ราย, พื้นที่ 296 ไร่
  • - การปศุสัตว์ จำนวน 182 ราย, พื้นที่ 1,159.50 ไร่
  • - การประมง จำนวน 723 ราย, พื้นที่ 4,246.75 ไร่

ทั้งนี้เกษตรกรบางราย เลือกกิจกรรมมากกว่าหนึ่งกิจกรรม

 

006

 

2) การปรับปรุงบำรุงดิน

  • การปรับปรุงและพัฒนาพื้นดิน ตั้งแต่ปี 2539-2551 ผลการดำเนินงานเป็นดังนี้
  • 2.1) ปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด จำนวน 79,360 ไร่
  • 2.2) ปรับปรุงนาร้าง เพื่อการปลูกข้าว จำนวน 39,423 ไร่
  • 2.3) ปรับปรุงพื้นที่บ่อกุ้งร้างเพื่อการเพาะปลูก จำนวน 1,000 ไร่
  • 2.4) ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 49,635 ไร่

1) การดำเนินงานพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ ภาคเกษตรกรรม

  • การดำเนินงานพัฒนาอาชีพโดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนเกษตรในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2537 เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของโครงการแล้วเสร็จ ประกอบกับการดำเนินงานตามแผนแม่บทสิ้นสุดปี 2551 จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทขึ้นใหม่ โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจศักยภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการพัฒนา ผลการดำเนินการเป็นดังนี้

3.1) การสำรวจสภาพการใช้ที่ดิน

 

007


ผลการสำรวจเพื่อทราบข้อเท็จจริงของสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ( ปี2550) เป็นดังนี้

  • - พื้นที่ป่า 476,870 ไร่
  • - พื้นที่เกษตรกรรม 1,055,397 ไร่
  • - พื้นที่เขตชุมชนที่อยู่อาศัย 117,083 ไร่
  • - พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ123,754 ไร่
  • - พื้นที่น้ำ 31,433 ไร่
  • - พื้นที่เบ็ดเตล็ดอื่นๆ 95,482 ไร่

   สำหรับพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินการทำการเกษตรแยกได้ดังนี้

3.2) เขตเน้นหนักพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร

008


จัดแบ่งพื้นที่เน้นหนักส่งเสริมการเกษตรเป็น 6 เขต ตามศักยภาพการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยใช้เส้นทางคมนาคม แบ่งเขตพื้นที่ สรุปเป็นดังนี้

1) เขตปลูกข้าวเพื่อการค้า  มีพื้นที่รวม 600,500 ไร่ มีพื้นที่ปลูกข้าว 365,299 ไร่ พื้นที่นาร้าง 39,306 ไร่ ลักษณะดินเป็นดินนาเนื้อดินเป็นดินเหนียว ความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูงเหมาะสมที่จะทำนา

                        งานพัฒนาด้านที่ดินและน้ำ

  • - จัดระบบโครงสร้างการพัฒนาที่ดิน 2,637 ไร่
  • - การฟื้นฟูพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกข้าว 40,855 ไร่
  • - การฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 998 ไร่
  • - ปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม 4,000 ไร่
  • - ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี 135,038 ไร่
  • - ผลิตและปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 3,507,500 กล้า
  • - ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบควบคุมน้ำ 32 แห่ง
  • - โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 4 แห่ง
  • - โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางและไถกลบตอซัง 9 แห่ง
  • - โครงการเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน 2 แห่ง
  • - ก่อสร้างระบบจัดรูปที่ดิน 13,560 ไร่

 งานพัฒนาด้านอาชีพ
- ส่งเสริมการใช้ข้าวพันธุ์ดีและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว 268,310 ไร่
- ส่งเสริมการปรับปรุงผลผลิตข้าวโดยการกระจายข้าวพันธุ์ดี  3,356 ไร่
- ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดี 73.63 ตัน
- ทดสอบการปลูกข้าวทนน้ำท่วม 37.5 ไร่
- ทดสอบการผลิตข้าวคุณภาพพันธุ์สังข์หยด และพันธุ์ข้าวประทุมธานี 56ไร่                
- โครงการศูนย์ข้าวชุมชน 9 ศูนย์
- พัฒนาเกษตรอินทรีย์ 5 กลุ่ม
- ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 115 ราย
- พัฒนาวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่ม