ปริมาณการใช้น้ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ไสว  วงศ์วุฒิสาโรช

ข้าวโพด   ข้าวโพดเป็นธัญพืชสำคัญอย่างหนึ่งของโลก  รองจากข้าวเจ้าและข้าวสาลีนับเป็นพืช

อาหารหลักที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง  ในต่างประเทศ  เช่น  ประเทศแม็กซิโก  อินเดีย  อินโดนีเซีย  อิตาลี  เป็นต้น  ประชาชน  รับประทานข้าวโพดเป็นอาหารประจำวันในรูปต่าง ๆ กัน  นอกจากใช้เป็นอาหารมนุษย์และสัตว์โดยตรงแล้วเมล็ดข้าวโพดและส่วนอื่น ๆ เช่น  ต้น ใบและซัง  ยังใช้ประโยชน์ในอุต-สาหกรรมได้หลายชนิด  เมล็ดอาจนำมาสกัดน้ำมัน  น้ำตาล  และทำแป้ง  น้ำตาล  ที่สกัดจากเมล็ดใช้ทำสารเคมี  วัตถุระเบิด  สีย้อมผ้า  แป้ง  ใช้ทำสบู่  หมึกกาว  น้ำมัน  นอกจากใช้รับประทานแล้ว  ยังใช้ทำสีทาบ้าน  ยาขัดเงา  ลำต้นและใบ  ใช้ทำกระดาษ  กระดาษอัด  ซังใช้ทำจุกขวดกล้องยาสูบและเชื้อเพลิง  ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่สำคัญ ๆ ซึ่งใช้ข้าวโพดเป็นส่วนประกอบ  มีประมาณกว่า  500 ชนิด  สำหรับในประเทศไทย  ข้าวโพดที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ  การใช้ข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์มีน้อย 

 

            ประเทศไทยมีการปลูกข้าวโพดมาช้านานแต่ปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เพิ่งจะเริ่มปลูกกันอย่างจริงจังเมื่อสี่สิบ – ห้าสิบกว่าปีมานี้เอง  และปริมาณการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี  .. 2472  ผลผลิตทั้งประเทศมีเพียง  3.73  ตัน  แต่ในปี พ..2518  เพิ่มขึ้นเป็น 4.05  ล้านตัน  ทั้งนี้เนื่องจากตลาดต่างประเทศต้องการมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ญี่ปุ่น  ไต้หวัน  ฮ่องกง  และสิงค์โปร์  มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในปี  2518  คิดเป็นมูลค่าส่งออก  5,678 ล้านบาท  ในปัจจุบัน  ข้าวโพดได้เลื่อนอันดับจากพืชที่ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเลยมาเป็นพืชที่มีความสำคัญใกล้เคียงกับข้าวเจ้าและยางพาราซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญเก่าแก่ของประเทศไทยมาช้านาน

 

            ประเทศที่ผลิตข้าวโพดมาก  ได้แก่  สหรัฐอเมริกา  รุสเซีย  เม็กซิโก  สหภาพแอฟริกาใต้  อาร์เจน-ตินา  รูเมเนีย  และ  ยูโกสลาเวีย  ในปี  ..  2514  สหรัฐอเมริกาผลิตได้  140 ล้านตัน  เม๊กซิโก  9.5 ล้านตัน  รุสเซีย  11.5  ล้านตัน  สหภาพแอฟริกาใต้  9  ล้านตัน  และประเทศไทยในปีเดียวกันผลิตได้เพียง  2.2 ล้านตัน  อย่างไรก็ตาม  ปริมาณส่งข้าวโพดออกของประเทศไทยอยู่เป็นอันดับสี่ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาอาร์เจนตินา  และฝรั่งเศส  ที่เป็นดังนี้เนื่องจากการใช้ข้าวโพดในประเทศมีน้อย  ข้าวโพดที่ผลิตได้ประมาณร้อยละ  80 ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ  (ซึ่งเป็นระยะกลาง ของการผลิตข้าวโพดประมาณปี  .. 2525)

                       

           

 

            ประวัติและถิ่นฐานดั้งเดิมของข้าวโพด

 

            พันธุ์ข้าวโพดที่ใช้ปลูกในปัจจุบันนี้  เป็นพืชที่ไม่สามารถขึ้นเองได้ถ้ามนุษย์ไม่ให้การปฏิบัติรักษาเท่าที่ควร  ไม่มีใครทราบเกี่ยวกับรากฐานดั้งเดิมว่า  พืชนี้เปลี่ยนจากพืชป่ามาเป็นพืชเลี้ยงเมื่อใด  แต่คงเป็นเวลานับพัน ๆ ปีมาแล้ว นักภูมิศาสตร์และนักโบราณคดีหลายท่านสันนิษฐานว่ามนุษย์มีปลูกข้าวโพดกันมากกว่า 4500 ปี  และในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและถิ่นฐานดั้งเดิมของข้าวโพดนั้นในปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด  ถึงแม้ว่าได้มีนักค้นคว้าหลายท่านได้ทำการศึกษาและให้ข้อสันนิษฐานต่าง ๆ มานานแต่ก็ยังมีเหตุผลหลายประการที่ขัดแย้งกันอยู่  บางท่านสันนิษฐานว่าข้าวโพดอาจมีถิ่นฐานในแถวที่ราบสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศเปรู  โบลิเวีย และ เอกวาดอร์  ในทวีปอเมริกาใต้  เนื่องจากมีผู้พบข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์มีความปรวนแปรในฐานกรรมพันธุ์และมีลักษณะต่าง ๆ ผิดแผกกันมาก  นอกจากข้าวโพดบางชนิดที่มีลักษณะคล้ายข้าวโพดป่ายังพบขึ้นในแถบอื่นอีกด้วย  แต่บางท่านก็ให้ข้อคิดว่า  ในแถบอเมริกากลางและตอนใต้ของประเทศเม็กซิโกน่าจะเป็นแหล่งกำเนิดข้าวโพดมากกว่าเพราะมีหญ้าพื้นเมืองของบริเวณนี้  2  ชนิด  คือ  หญ้าทริบซาคัม  (Tripsacum)  และหญ้าทิโอซินเต  (Teosinte)  ซึ่งมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์หลายประการคล้ายคลึงกับข้าวโพดมาก  นอกจากนี้ยังมีนักโบราณคดีได้ขุดพบซากซังของข้าวโพดซ้อนกันอยู่กับซากของโบราณวัตถุต่าง ๆ  ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินลึกถึง 28 เมตร ในบริเวณเมืองหลวงของประเทศเม็กซิโกในบริเวณถ้ำและสุสานหลายแห่งในบริเวณดินแดนดังกล่าว  การพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่าซากสิ่งของเหล่านี้มีอายุนานกว่า 4000 ปีซึ่งแสดงว่ามีข้าวโพดปลูกอยู่ในแถบนี้เป็นเวลานานนับพันปีมาแล้ว  นอกจากนี้บางท่านได้ให้ความเห็นอีกว่า  ข้าวโพดบางชนิดอาจมีรากฐานอยู่ในเอเซียก็ได้  เพราะพืชพื้นเมืองหลายอย่างในแถบนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายข้าวโพดมาก  เช่น  ลูกเดือย  และอ้อน้ำ  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐานและเหตุผลของแต่ละท่าน  ยังไม่มีประจักษ์พยานยืนยันแน่ชัด  คงจะต้องถกเถียงและค้นคว้าหาความจริงกันต่อไปอีก

 

                        ชนิดของข้าวโพด

            ข้าวโพดอาจจำแนกออกได้เป็น  2  แบบคือ

            .  การจำแนกทางพฤกษศาสตร์  การจำแนกแบบนี้ถือเอาลักษณะของแป้งและเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นหลัก  จำแนก  ออกเป็น  7  ชนิดคือ

            1.  ข้าวโพดหัวบุบ  (Dent corn)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส  อินเดนตาตา   Zea mays indentata  เมล็ดตอนบนมีรอยบุ๋มเนื่องจากตอนบนมีแป้งอ่อนและตอนข้าง ๆ เป็นแป้งชนิดแข็ง  เมื่อตากเมล็ดให้แห้ง  แป้งอ่อนจะยุบหดตัวลงจึงเกิดลักษณะหัวบุบ ดังกล่าว ขนาดของลำต้น  ความสูงเหมือนข้าวโพด  ไร่ทั่ว ๆ ไป  สีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว  สีเหลือง  หรือสีอื่น ๆ แล้วแต่พันธุ์  นิยมปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา

2.      ข้าวโพดหัวแข็ง  (Flint corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า  ซี เมย์ส อินดูราตา  Zea mays

indurata เมล็ดมีแป้งแข็งห่อหุ้มโดยรอบ  หัวเรียบไม่บุบ  เมล็ดค่อนข้างกลม  มีปลูกกันมากในเอเซียและอเมริกาใต้  ข้าวโพดไร่ของไทยที่นิยม  ปลูกกันอยู่เป็นชนิดหัวแข็งนี้ทั้งสิ้น  สีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว  สีเหลือง  สีม่วง  หรือสีอื่น แล้วแต่ชนิดของพันธุ์

 

3.      ข้าวโพดหวาน  (Sweet corn)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส แซคคาราตา  Zea mays

saccharata  ปลูกแพร่หลายเพื่อรับประทานฝักสด  เพราะมีรสหวานจากมีน้ำตาลมาก  เมื่อแก่เต็มที่หรือแห้งเมล็ดจะหดตัวเหี่ยว  เนื่องจากน้ำตาลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นแป้งได้

 

            4.  ข้าวโพดคั่ว  (Pop corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส อีเวอร์ตา  Zea mays everta  เมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็ก  มีแป้งประเภทแข็งอยู่ภายใน  ภายนอกห่อหุ้มด้วยผิวเหนียวและยืดตัวได้  เมล็ดมีความชื้นภายในอยู่พอสมควร  ถูกความร้อนจะเกิดแรงดันภายในเมล็ดระเบิดตัวออกมาอาจมีลักษณะกลมหรือหัวแหลมก็ได้มีสีต่าง ๆ กัน  เช่น เหลือง  ขาว  ม่วง  เป็นต้น

 

            5.  ข้าวโพดข้าวเหนียว  (Waxy corn)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส เซอราตินา  Zea mays ceratina  แป้งอ่อนคล้ายแป้งมันสำปะหลัง  นิยมปลูกเพื่อรับประทานฝักดูคล้ายข้าวโพดหวาน  แม้จะไม่หวานมากแต่เมล็ดนิ่มรสอร่อยไม่ติดฟัน  เมล็ดมีสีต่าง ๆ กัน  เช่น  เหลือง  ขาว  ส้ม  ม่วง  หรือ  หลายสีในฝักเดียวกัน  (ปัจจุบันมีข้าวโพดหวาน  2  สี  ขายฝักละ  5 – 20 บาท)

           

6.  ข้าวโพดแป้ง  (Flour corn)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส อมิโลเซีย  Zea mays amylocea  เมล็ดประกอบด้วยแป้งชนิดอ่อนมาก  เมล็ดค่อนข้างกลม  หัวไม่บุบ  หรือบุบเล็กน้อย  นิยมปลูกในอเมริกาใต้  อเมริกากลาง  และสหรัฐอเมริกา  ชาวอินเดียนแดงนิยมปลูกไว้รับประทานเป็นอาหาร

 

            7.  ข้าวโพดป่า  (Pod corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  ซี เมย์ส ทูนิกา  Zea mays tunica

มีลักษณะใกล้เคียงข้าวโพดพันธุ์ป่ามีลำต้นเล็กฝักเล็กกว่าข้าวโพดธรรมดา  เมล็ดขนาดค่อนข้างเล็กเท่า ๆ กับเมล็ดข้าวโพดคั่วมีเปลือกหุ้มทุกเมล็ด  และยังมีเปลือกหุ้มฝัก  (Husk)  อีกชั้นหนึ่งเหมือนข้าวโพดธรรมดาทั่ว ๆ ไป เมล็ดมีลักษณะต่าง ๆ กัน  ข้าวโพดชนิดนี้ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  ปลูกไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น

 

 

 

ข.      การจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการปลูก  อาจจำแนกออกได้เป็น  4  ชนิด  คือ

1.      ข้าวโพดใช้เมล็ด  (Grain corn)  ปลูกเพื่อเก็บเมล็ดแก่ใช้เป็นอาหารสัตว์  และมนุษย์  หรือทำอุตสาหกรรม  เมล็ดพันธุ์  (Seed)

2.      ข้าวโพดหมัก  (Silage corn)  ปลูกเพื่อตัดต้นสดมาหมักใช้เป็นอาหารสัตว์

3.      ข้าวโพดอาหารสัตว์  (Fodder corn)  ปลูกเพื่อตัดทั้งต้นสดไปใช้เลี้ยงสัตว์

4.      ข้าวโพดฝักอ่อน  (Baby corn)  ในประเทศไทยนิยมปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อนไปใช้ในการปรุงอาหารและอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง

 

พันธุ์ข้าวโพดที่ปลูกเพื่อวัตถุประสงค์แต่ละอย่าง  มีลักษณะไม่เหมือนกัน  พวกปลูกเพื่อใช้

เมล็ดต้องใช้พันธุ์ที่มีผลผลิตของเมล็ดสูง  แต่พวกที่ปลูกเพื่อตัดต้นสดไปหมัก  หรือให้สัตว์กินโดยตรงมักจะใช้พันธุ์ที่มีลำต้นสูงหรือพันธุ์ที่มีการแตกกอมากเพื่อจะได้ปริมาณต้นและใบมาก  ส่วนข้าวโพดฝักอ่อนนั้นนิยมใช้พันธุ์ที่มีหลายฝักต่อต้น  เช่นข้าวโพดหวาน  หรือ พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ  เป็นต้น

 

            ข้าวโพด  (corn  หรือ  maize)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์  Zea mays L.  เป็นพืชไร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชชนิดหนึ่ง  สามารถทำรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ  10,000 ล้านบาท  มีพื้นที่ปลูกปีละประมาณ  8 – 9  ล้านไร่ผลผลิตข้าวโพดที่ผลิตได้นอกจากจะใช้ในประเทศแล้ว  ส่วนที่เกินความต้องการยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย  อย่างไรก็ตามความต้องการข้าวโพดของประเทศไทยนับวันจะเพิ่มขึ้น  เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์  คาดคะเนว่าจะต้องใช้ข้าวโพดประมาณ  3.5 ล้านตัน  สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์  แต่ประเทศไทยผลิตข้าวโพดได้ประมาณปีละ  4 ล้านตัน  เท่านั้น  ทำให้การส่งออกข้าวโพดไปจำหน่ายยังต่างประเทศลดน้อยลงทุกปี  ในบางปีต้องมีการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ  จากข้อตกลงขององค์การค้าโลก  ประเทศไทยจะต้องนำข้าวโพดอย่างน้อยปีละ 52,000 เมตริกตัน 

            แหล่งผลิตข้าวโพดที่สำคัญ  อยู่ในภาคเหนือซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ  รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคกลาง  ตามลำดับ  จังหวัดที่ปลูกข้าวโพดมากได้แก่  เพชรบูรณ์  นครราชสีมา  เลย   ลพบุรี  นครสวรรค์  และปราจีนบุรี

            ผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ  470  กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น  การเพิ่มผลผลิตโดยการเพิ่มหรือขยายพื้นที่ปลูกนั้นคงไม่สามารถทำได้อีกแล้ว  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพยายามเพิ่มผลผลิตต่อไร่หรือขยายพื้นที่ปลูกไปในเขตโครงการชลประทานที่มีศักยภาพ

            ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่มีความสำคัญยิ่งของโลก  ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวโพด  2.78  ตันต่อเฮกแตร์  หรือ  444.80  กิโลกรัมต่อไร่ 

 

2.      ฤดูปลูกพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

2.1    ต้นฤดูฝน  เดือนเมษายน – มิถุนายน  การปลูกในฤดูนี้เสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วงในเดือน

มิถุนายน – กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวโพดกำลังออกดอก  ถ้าฝนไม่ทิ้งช่วงข้าวโพดจะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกในปลายฤดูฝนประมาณร้อยละ  20  เนื่องจากมีช่วงแสงสว่างยาวนานกว่า  แต่มีปัญหาที่ต้องเก็บในช่วงเดือนสิงหาคม –กันยายน  ซึ่งมีฝนตก  ทำให้เก็บเกี่ยวลำบาก  และเสี่ยงต่อการที่เชื้อรา  แอสเปอร์จิลลัส  ฟลาวัส  (Aspergillus Flavus)  จะเข้าทำลายเนื่องจากความชื้นสูง

2.2    ปลายฤดูฝน  เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม  การปลูกในฤดูนี้เสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วง

น้อยมาก  แต่อาจมีปัญหาโรคระบาดมากกว่าปลูกในต้นฤดูฝน  และต้นข้าวโพดอ่อนค่อนข้างสูง  เมื่อมีฝนตกหนักและลมพัดแรงทำให้ต้นหักล้มง่าย  แต่ฝักข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวได้จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม  พฤศจิกายน  เพราะมีฝนตกน้อยและกำลังเข้าสู่ฤดูแล้งทำให้มีฝักหรือ เมล็ดข้าวโพดมีคุณภาพดีปลอดภัย จากเชื้อรา  แอสเปอร์จิลลัส  ฟลาวัส

2.3    ฤดูแล้ง  เดือนพฤศจิกายน – มกราคม  การปลูกในฤดูนี้ส่วนใหญ่เป็นการปลูก

หลังนาปี  ในพื้นที่ที่สามารถให้น้ำชลประทานได้  ข้าวโพดใช้น้ำน้อยกว่านาปรังประมาณครึ่งหนึ่ง  (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้น้ำชลประทานสำหรับข้าวโพดเพียง 594.43 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่  ส่วนข้าวใช้น้ำ  1,172.40  ลูกบาศก์เมตรต่อไร่   ดังนั้นจะเห็นได้ว่า 

ข้าวโพดเป็นพืชไร่ที่ค่อนข้างทนทาน  ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย  ทนทาน  ขึ้นได้ดีในสภาพดินฟ้าอากาศของเมืองไทยอย่างไรก็ตามถ้าพื้นที่ใดมีน้ำเพียงพอจะสามารถปลูกข้าวโพดได้ตลอดปี  แต่ปัจจุบันเกษตรกรในเขตน้ำฝนจะนิยมปลูกกันในช่วงต้นฤดูฝน  คือระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมหรือช่วงปลายฤดูฝน  ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม  การปลูกในช่วงต้นฤดูฝนจะได้รับผลดีกว่าปลูกปลายฤดูฝน  เพราะจะมีปริมาณฝนพอเหมาะ   แต่ในปี  2543 – 2544  เกิดภาวะฝนแล้งเนื่องจากสาเหตุ  เอลนิโย  ทำให้ประเทศไทยผลิตข้าวโพดได้น้อยกว่าปกติ  อย่างไรก็ตามการปลูกข้าวโพดในช่วงต้นฤดูฝนมักจะประสบปัญหาความชื้นของเมล็ดข้าวโพดสูง  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อราอัลฟาท๊อกซิน  ส่วนการปลูกในช่วงปลายฤดูฝนจะมีปัญหาการเตรียมดิน  เพราะยังมีฝนตกอยู่ทำให้ดินอ่อนตัวไม่สะดวกในการเตรียมดินและยังอาจทำให้ต้นข้าวโพดที่กำลังงอกหรือต้นอ่อนเกิดโรคเน่าตายได้ 

 

พันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  แบ่งโดยวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์สามารถแบ่งออกได้เป็น  2 พวกใหญ่  คือ

 

1.      พันธุ์ลูกผสม  (Hybrids)

2.      พันธุ์ผสมเปิด  (Open pollinated variety)  ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

 

 

2.1    พันธุ์ผสมรวม  (Composite)  เป็นการรวมพันธุ์หรือสายพันธุ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  โดยเอา

เมล็ดจำนวนเท่า ๆ กัน  จากแต่ละพันธุ์หรือสายพันธุ์มารวมกันแล้วนำไปปลูกในแปลงอิสระห่างไกลจากแปลงข้าวโพดพันธุ์อื่น  ปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ  แล้วคัดต้นที่มีลักษณะเด่น  แล้วเก็บเมล็ดไว้ปลูกเป็นพันธุ์ต่อไป

2.2    พันธุ์สังเคราะห์  (Synthetics)  เป็นพันธุ์ที่ได้จากการรวมสายพันธุ์ที่ได้จากการทดสอบ

การรวมตัว  (Combining ability) มาแล้ว  วิธีการรวมสายพันธุ์อาจทำได้เช่นเดียวกับพันธุ์ผสมรวม 

 

เมล็ดพันธุ์ (Seed) ตามความหมายทางพฤกษศาสตร์  คือ mature embryo  เมล็ดพันธุ์  หรือ  

Seed เป็นสิ่งมีชีวิต  (Viable)  ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากเมล็ดที่ใช้สำหรับบริโภค  ซึ่งมักเรียกว่า   “Grain” เมล็ดพันธุ์ที่ดีจะต้องมีเปอร์เซนต์ความงอกสูงและลักษณะตรงตามสายพันธุ์  

 

อย่างไรก็ตามพันธุ์ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังได้รับการพัฒนาจากหน่วยงานของรัฐและ

ภาคเอกชนแล้วนำไปส่งเสริมเผยแพร่สู่เกษตรกรก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง  เช่น

 

1.      พันธุ์นครสวรรค์  1 (Nokorn Sawan 1)  พัฒนาโดยศูนย์วิจัยพืชไร่  นครสวรรค์ 

กรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์ลูกผสมเปิด  ได้รับการรับรองพันธุ์  โดยกรมวิชาการเกษตรเมื่อ  .. 2532  มีอายุเก็บเกี่ยว  100 – 110 วัน  ผลผลิต  500 – 800  กิโลกรัมต่อไร่ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีเมล็ดหัวแข็ง  สีส้ม

2.      พันธุ์สุวรรณ  2  (Suwan 2)  ให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์สุวรรณ   1  เล็กน้อย  แต่

อายุการออกดอกเพียง 45 – 50 วัน  อายุการเก็บเกี่ยว 90 – 100 วัน  ต้นสูงประมาณ 2 เมตร  ความสูงฝักประมาณ  1  เมตร

3.      พันธุ์สุวรรณ  3  (Suwan 3)  เป็นพันธุ์ผสมเปิด  ผลผลิต  600 – 800  กิโลกรัม

ต่อไร่  อายุการเก็บเกี่ยว 100 – 110 วัน  ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีเมล็ดหัวแข็ง  สีเหลืองส้ม

 

     4.  พันธุ์สุวรรณ  5  (Suwan 5)  เป็นพันธุ์ผสมเปิดที่ให้ผลผลิตสูงที่สุดในบรรดาข้าว

โพดพันธุ์ผสมเปิดต้านทางโรคราน้ำค้างและโรคทางใบได้ดี  ลำต้นสูงประมาณ  2.10 – 2.40 เมตร  อายุการออกดอก  55  วัน  อายุการเก็บเกี่ยว  110 – 120  วัน  ผลผลิต  910-950  กิโลกรัมต่อไร่  พันธุ์นี้ยังเหมาะที่จะปลูกเพื่อตัดต้นสดไปเลี้ยงสัตว์ได้  เนื่องจากให้ผลผลิตต้นสดสูงและคุณภาพดี

                  5.  พันธุ์แปซิฟิก  328  เป็นพันธุ์ลูกผสมปิด  ให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อเทียบกับพันธุ์แปซิฟิก  700,  626,  848  ลำต้นสูง  1.80 - 2.05  เมตร  อายุการออกดอก  49วัน  อายุการเก็บเกี่ยว 100 – 110  วัน  ผลผลิต  900 – 1500 กิโลกรัมต่อไร่ 

6.      พันธุ์ไพโอเนีย  30A65  เป็นพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว  ลำต้นสูง  180-230 ซม.  การ

ออกดอกหัวข้าว 49-52 วัน  อายุเก็บเกี่ยว  100-120 วัน  ผลผลิต  1500-1800  กิโลกรัมต่อไร่

                  7. พันธุ์ไพโอเนีย  30A97  เป็นพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว  ความสูงของต้น  200-260 ซม.  อายุการออกดอกหัว 49-52 วัน  อายุเก็บเกี่ยว  95-120 วัน  ผลผลิตสูงถึง  2000  กิโลกรัมต่อไร่

                  8.  พันธุ์ไพโอเนีย  30-12  เป็นพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว  ความสูงของต้น  180-200 ซม.  อายุการออกดอกหัวข้าว 49 วัน  อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม  100-105 วัน  ผลผลิตสูงสุด  120  ถัง  หรือ1800  กิโลกรัมต่อไร่

           

การผลิตและการตลาดข้าวโพดในประเทศไทย  ในบรรดาธัญพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์  ข้าวโพดนับว่ามีความสำคัญที่สุด  เพราะปริมาณการผลิตและการค้าของประเทศไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งของพืชประเภทนี้  ข้าวโพดยังเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์มีปริมาณการใช้สูงถึง  70-80 เปอร์เซ็นต์ของวัตถุดิบทั้งหมด  ในปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  3.5  ล้านตัน  เพื่อผลิตอาหารสัตว์ปีละ  8.4 ล้านตัน  หลังจากปี  2530 เป็นต้น  มาความต้องการข้าวโพดของตลาดภายในประเทศเพิ่มขี้นเป็นลำดับราคาข้าวโพดมีโอกาสที่จะสูงกว่าตลาดโลกในช่วงที่พ้นฤดูการเก็บเกี่ยว  จะเห็นได้ว่าข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวพันต่อการครองชีพหมวดอาหารโดยตรง  สร้างงานและสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกทั้งยังนำเงินตราเข้ามาจากต่างประเทศปีละหลาย หมื่นล้านบาท 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่  1  แสดงพื้นที่ปลูกข้าวโพดของประเทศไทย  ปี  2520/21-2535/36

                                                                                                                    :พันไร่,พันตัน

ปี

พื้นที่ปลูก

ผลผลิต

ส่งออก

ใช้ในประเทศ

ผลผลิตเฉลี่ย

(กก./ไร่)

2520/21

2521/22

2522/23

2523/24

2524/25

2525/26

2526/27

2527/28

2528/29

2529/30

2530/31

2531/32

2532/33

2533/34

2534/35

2535/36

7,534

8,661

9,527

8,960

9,796

10,494

10,552

11,355

12,377

12,194

10,941

11,471

11,165

10,910

9,219

8,502

1,677

2,791

2,863

2,998

3,449

3,002

3,552

4,226

4,934

4,309

2,781

4,675

4,393

3,722

3,793

3,610

1,270

2,146

2,105

2,085

3,125

2,117

2,653

2,842

3,493

2,713

753

1,559

1,115

1,225

1,224

0.129

470

645

758

913

324

885

756

1,149

1,204

1,388

1,948

3,116

3,278

2,497

3,000

3,100

223

322

353

357

377

368

363

389

412

380

328

419

411

385

411

425

 

ที่มา  :  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่  2  แสดงพื้นที่ปลูกข้าวโพดของประเทศไทยปี  2535/36 - 2544/45

 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  :  พื้นที่ปลูกผลผลิตต่อไร่  ผลผลิต

 

ปี

พื้นที่ปลูก

(ล้านไร่)

ผลผลิตต่อไร่

(กก./ไร่)

ผลผลิต

(ล้านตัน)

2535/36

2536/37

2537/38

2538/39

2539/40

2540/41

2541/42

2542/43

2543/44

2544/45  *

8.446

8.370

8.829

8.346

8.665

8.729

9.008

7.803

7.866

7.900

435

398

449

498

523

439

513

549

567

566

3.672

3.328

3.965

4.155

4.533

3.832

4.617

4.286

4.462

4.470

 

 

หมายเหตุ : *  คาดคะเนประจำเดือนธันวาคม  2544

ที่มา  :ศูนย์สารสนเทศการเกษตร  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่  3  แสดงผลการใช้ข้าวโพดของประเทศไทย  ปี  2535/36 - 2544/45

 

ข้าวโพด

หน่วย : ล้านตัน

ปี

ใช้ในประเทศ

2535/36

2536/37

2537/38

2538/39

2539/40

2540/41

2541/42

2542/43

2543/44

   2544/45  *

3.300

3.200

3.950

4.350

3.880

3.950

4.181

4.186

4.164

4.263

 

ที่มา  :  กลุ่มวิจัยสินค้าที่  3  ศูนย์สารสนเทศการเกษตร  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่  4  แสดงการนำเข้าข้าวโพดของประเทศไทย  ปี  2535

 

หน่วย : ตัน

บริษัทนำเข้า

ปริมาณการนำเข้า

กรุงเทพโปรดิ๊วส์

กรุงเทพอบพืชและไซโล

.เจริญพรพาณิชย์

เบทาโกร

ผลิตภัณฑ์อาหารเซ็ลทรัล

S.W.S.

บางนา

ลีพัฒนา

แหลมทอง

วิคตอรี่ไซโล

ซิลลิค

S.K.S.

เหรียญทอง

ศิริผล

DAJO

172,350

47,144

41,359

24,485

23,406

20,191

20,100

20,099

17,000

13,030

11,639

10,000

7,150

3,300

2,625

รวม

475,485

 

ที่มา  :  สมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. การดูแลรักษาข้าวโพด  ข้าวโพดเป็นพืชไร่ที่ปลูกง่ายและทนทานแต่การดูแลรักษาก็

เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

การปลูกข้าวโพดจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมดินที่ดีเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่อื่น ๆ

โดยปกติจะทำการไถด้วยผานเจ็ด  ควรไถในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่การปลูก  ในที่นาต้องยกร่องแบบลูกฟูก  ระหว่างร่องปลูกห่างกันประมาณ  75  เซนติเมตร  แล้วปลูกข้าวโพดบนสันร่องแถวเดียวหรือทำการยกร่องให้สันร่องกว้างประมาณ  150  เซ็นติเมตร  แล้วปลูกเป็นแถวคู่  โดยให้ระยะระหว่างต้นห่างกันประมาณ  25-30 เซนติเมตร  การยกร่องปลูกนั้นจะช่วยให้สามารถให้น้ำแบบร่องคูทำให้การกระจายของน้ำในแปลงดีและรวดเร็วขึ้น  นอกจากนี้ร่องคูยังช่วยให้การระบายน้ำออกจากแปลงทำได้สะดวกและรวดเร็ว  ลดปัญหาน้ำท่วมขังที่จะทำให้ข้าวโพดตายเสียหายได้  สำหรับการบำรุงรักษาอื่น ๆ เช่น  การใส่ปุ๋ย  การป้องกันกำจัดโรคแมลง  การเก็บเกี่ยว  ก็เช่นเดียวกันกับการปลูกข้าวโพดในพื้นที่สภาพไร่  การพิจารณาปลูกข้าวโพดในระบบการปลูกพืชพบว่าการปลูกพืช  2 ชนิดร่วมกัน  คือ  ข้าวโพดร่วมกับข้าวโพด  หรือปลูกข้าวโพดร่วมกับพืชไร่อื่น ๆ  ซึ่งมักจะพบทั่วไปในพื้นที่ปลูกข้าวโพดของเกษตรกร  โดยเกษตรกรจะเริ่มปลูกข้าวโพดซึ่งเป็นพืชแรกประมาณเดือนเมษายน  (สุขุม. 1990:12)

 

การเจริญเติบโตของข้าวโพด

 

เมล็ดข้าวโพดจัดเป็นพวกไม่มีระยะการฟักตัว  (Seed dormancy)  เมื่อเมล็ดแก่  เก็บเกี่ยวแล้ว  สามารถนำไปปลูกได้เลย  เมื่อฝังเมล็ดลงไปในดิน  เมล็ดจะงอกโผล่พ้นผิวดิน  และใบแรกคลี่ออกให้เห็นภายในประมาณ 4 – 6 วัน (ระยะที่ 1 – 2 ในภาพ)  ต่อมาในระยะที่ 3  จึงจะมีรากออกมาจากข้อแรก (Nodal  roots)  เพิ่มจากรากชั่วคราว  (Primary roots  Seminal roots)  ที่มีอยู่แล้ว  การเจริญเติบโตของราก  ลำต้น  ใบเป็นไปตามลำดับ  จนกระทั่งถึงระยะที่ 7  จึงจะเริ่มเห็นช่อดอกตัวผู้  (Tassel) ซึ่งในระยะนี้ข้าวโพดไร่จะมีอายุประมาณ 50 – 55 วันหลังจากปลูก  การเจริญเติบโตในระยะนี้เข้าสู่ระยะการผสมพันธ์  (Reproductive Stage) เส้นไหม (Silk) ของดอกตัวเมียจะโผล่พ้นเปลือกหุ้ม  (Husk)  ของฝัก  พร้อมที่จะรับละอองเกสรได้ภายในประมาณ 55 – 60 วันหลังจากปลูก  หลังจากได้รับการผสมเกสรแล้วรังไข่จะเจริญกลายเป็นเมล็ดอ่อนและเมล็ดแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ภายในประมาณ     45 วัน (ระยะที่ 9 ในภาพ)  หลังการผสมเกสร

 

               

 

 

แสดงการเจริญเติบโตของข้าวโพด

 

            ดอก  ข้าวโพดจัดเป็นพวกโมโนอิเชียส (Monoeious)  คือมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่แยกในต้นเดียวกัน  ช่อดอกตัวผู้  (Tessel)  อยู่ตอนบนสุดของลำต้น  ดอกตัวผู้ดอกหนึ่งจะมีอับเกสร (Anther)  3  อับ  แต่ละอับจะมีเรณูเกสร(Pollengrain)  ประมาณ 2500  เม็ด  ดังนั้นข้าวโพดต้นหนึ่งจึงมีเรณูเกสรอยู่เป็นจำนวนหลายล้าน  และสามารถปลิวไปได้ไกลกว่า 2000 เมตร  ส่วนดอกตัวเมียอยู่รวมกันเป็นช่อ  เกิดขึ้นตอนข้อกลาง ๆ ลำต้น  ต้นหนึ่งอาจมีหลายช่อแล้วแต่ชนิดพันธุ์  ดอกตัวเมียแต่ละดอกประกอบด้วยรังไข่  (Ovary)  และเส้นไหม (Silk  หรือ  Style) ซึ่งมีความยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร  และยื่นปลายโผล่ออกไปรวมกันเป็นกระจุกอยู่ตรงปลายช่อดอกซึ่งมีเปลือกหุ้มอยู่  ดอกพวกนี้พร้อมที่จะผสมพันธุ์หรือรับละอองเกสรได้เมื่อเส้นไหมโผล่ออกมา  หลังจากได้รับการผสมเส้นไหมจะแห้งเหี่ยว และรังไข่เจริญเติบโตเป็นเมล็ด  ช่อดอกตัวเมียที่รับการผสมแล้วเรียกว่า  ฝัก  (Ear)  แต่ละฝักอาจมีเมล็ดมากถึง  1000 เมล็ด  แกนกลางของฝักเรียกว่า  ซัง  (Cob)

 

ปกติดอกตัวผู้จะบานพร้อมที่จะผสมก่อนดอกตัวเมีย  ดังนั้นจึงเป็นพืชที่ผสมข้ามพันธุ์  (Cross-pollination)  ตามธรรมชาติมีการผสมตัวเอง  (Self-pollination)   เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

            พัฒนาการของเนื้อเยื่อพืชจะขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโต  และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะวิกฤติของสภาพแวดล้อม    การขาดน้ำของข้าวโพดช่วงผสมเกสรเป็นช่วงวิกฤติของการผลิตข้าวโพด  เพราะทำให้ผลผลิตลดลงมากที่สุด    นอกจากนี้ข้าวโพดยังเป็นพืชที่ออกดอกตรงส่วนยอดและมีเวลาออกดอกและผสมเกสรช่วงสั้น ๆ  จึงเป็นช่วงที่วิกฤติต่อการให้ผลผลิต 

 

            ความต้องการน้ำของข้าวโพดในระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ ไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์  ความแตกต่างของช่วงแสงและสภาพภูมิอากาศ  อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำที่จะทำให้ได้ผลผลิตสูงสุดของข้าวโพด  อยู่ระหว่าง  500 – 800 มิลลิเมตร 

 

            4.  ความต้องการน้ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องการน้ำในระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ ไม่เท่ากัน  ในระยะแรกต้องการน้ำไม่มากนักแต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอายุและต้องการน้ำสูงสุดในช่วงออกดอกและช่วงระยะแรกของการสร้างเมล็ด  หลังจากนนั้นการใช้น้ำจะค่อยลดลง  ดังนั้นถ้าขาดน้ำในช่วงออกดอกและช่วงระยะแรกของการสร้างเมล็ด  จะทำให้ผลผลิตลดลงมากทั้งปริมาณและคุณภาพ

 

แบบของการให้น้ำโดยทั่วๆ ไปของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

            1.  การให้น้ำแบบร่องคู  (Furrow method)  เป็นการให้น้ำทางผิวดิน  การชลประทานแบบนี้ให้น้ำโดยปล่อยให้น้ำไหลไปในคูขนาดเล็ก  และให้น้ำซึมเข้าไปในดินทางข้างและร่องคู  คือทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง  ซึ่งมีหลายวิธี  คือ

1.1    การให้น้ำแบบร่องคูลาด  (Graded Furrow method)  โดยจะให้น้ำแก่พืชทางร่องที่มีขนาดเล็ก  ซึ่งมีความลาดเทสม่ำเสมอและมีแนวตรง  การให้น้ำวิธีนี้สามารถให้ได้กับดินทุกชนิดยกเว้นดินทรายที่มีอัตราการซึมสูงมาก  เพราะว่าจะมีการไหลซึมทางด้านข้างน้อย  จะสูญเสียน้ำเนื่องจากไหลซึมเขตรากพืชมาก  พื้นที่ที่จะเลือกใช้การให้น้ำวิธีนี้  ควรมีความลาดเทไม่เกิน  2  เปอร์เซ็นต์

1.2    การให้น้ำแบบร่องคูราบ  (Level Furrow method)  คล้ายกับวิธีที่  1.1  แต่วิธีนี้ร่องที่ให้น้ำไหลนั้นไม่มีความลาดเหลืออยู่ในแนวราบ  ดังนั้นการให้น้ำจึงต้องให้ด้วยอัตราสูงน้ำจึงไหลไปตลอดความยาวของร่องคูในระยะเวลาอันสั้น  การให้น้ำด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับดินที่มีอัตราการซึมเฉลี่ยน้อยกว่า  50  ..  ต่อชั่วโมง  และมีความสามารถเก็บน้ำได้ขนาดปานกลางจนเก็บน้ำได้ดี

1.3    การให้น้ำแบบร่องคูตามแนวเส้นขอบ  (Control  Furrow method)  คล้ายคลึงวิธีการที่  1.1  แต่ร่องตามแนวเส้นขอบของเนินนี้จะราบกว่าและทิศทางของร่องจะเกือบขนานไปกับเส้นขอบเนิน ความลาดเทของร่องคูนั้นจะไม่มากนัก  คือมีเพียงเพื่อให้น้ำไหลไปยังปลายของร่องได้เท่านั้น  วิธีนี้ใช้กับพื้นที่มีความลาดเททั่ว ๆ ไป  ยกเว้นดินทรายหรือดินที่มีการแตกระแหง เพราะร่องอาจจะพังทลายได้

2.  การให้น้ำแบบฝนโปรย  (Sprinkler Method)  การให้น้ำแบบนนี้จะทำให้ลำต้นเปียกน้ำและทำ

ให้เกิดโรคกับส่วนของลำต้นได้  ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เหมาะสมนัก

3.  การให้น้ำแบบระบบหยด  (Drip Method)  เป็นการให้น้ำในอัตราที่น้อยแต่บ่อยครั้งแต่ละครั้ง

เป็นเวลานาน  โดยระบบที่ใช้แรงดันน้อยและให้น้ำกับส่วนรากโดยตรง  เป็นการประหยัดปุ๋ย  ประหยัดแรงงาน  รวมทั้งยาฆ่าแมลง  ประหยัดน้ำ  เมื่อเราทราบค่าความต้องการน้ำของพืชในแต่ละช่วงแล้วสามารถคำนวณปริมาณน้ำที่พืชต้องการในแต่ละช่วงและปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบหยดได้ตามต้องการ

 

ข้อแนะนำการใช้น้ำสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

            ตลอดอายุปลูกของข้าวโพด  110 – 120 วัน  ต้องการน้ำรวมทั้งหมดประมาณ  350 – 450 มม.  ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่น  ค่าสัมประสิทธิ์พืช  (Kc)  ซึ่งจะใช้คูณกับอัตราการคายน้ำรวมการระเหยตามสภาพภูมิอากาศ  (Etp)  หรือค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหย (K’p)  คูณกับการระเหยของถาดวัดการระเหยซึ่งมีสถิติทุกจังหวัดอยู่แล้ว  เพื่อหาความต้องการน้ำของพืชในช่วงการเจริญเติบโตต่าง ๆ  โดยมีตัวเลือกให้ใช้ตามตารางที่แนบ

 

 

 

แสดงค่าสัมประสิทธิ์พืชของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

สัปดาห์ที่

ค่าสัมประสิทธิ์พืช  (Crop Coefficient:;  Kc)

 

 

Modified  Penman

Blaney - Criddle

E - pan

Thornthwaite

Hargreaves

Radiation

Penman-Monteith

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

 

0.50

0.57

0.68

0.89

1.12

1.26

1.33

1.35

1.34

1.30

1.20

1.00

0.77

0.58

0.67

0.80

0.93

1.12

1.39

1.56

1.70

1.81

1.80

1.71

1.62

1.31

1.04

0.79

0.62

0.74

0.98

1.05

1.24

1.46

1.52

1.77

1.55

1.56

1.22

1.07

0.66

0.61

0.53

0.48

0.50

1.03

1.48

1.77

1.55

1.43

1.42

1.07

1.07

1.06

0.63

0.71

0.67

0.67

0.69

1.10

1.37

1.56

1.49

1.53

1.52

1.20

1.25

1.13

0.74

0.68

0.58

0.71

0.85

0.99

1.29

1.45

1.57

1.63

1.61

1.66

1.54

1.26

1.07

0.72

0.63

0.72

0.86

1.13

1.35

1.52

1.61

1.63

1.58

1.50

1.38

1.15

0.90

0.67

 

เฉลี่ย

0.99

1.31

1.14

1.03

1.13

1.20

1.19

 

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

1.      จวงจันทร์  ดวงพัตรา  .2521.เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ .คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    กรุงเทพฯ   (105 หน้า)

2.      ณรงค์ศักดิ์  เสนาณรงค์.  2540 . เอกสารวิชาการ  การปลูกพืชไร่. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการ 

     เกษตร โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว กรุงเทพฯ (287 หน้า)

3.      ดิเรก  ทองอร่าม. 2529. ความต้องการน้ำของพืชและค่าชลภาระในการออกแบบระบบส่งน้ำ. กองฝึก

   อบรม กรมชลประทาน กรุงเทพฯ (90 หน้า)

4.      ประโมทย์  เดชยาภิรมย์. 2538. การทดลองหาผลกระทบต่อการขาดน้ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์

   สุวรรณ 5. ฝ่ายเกษตรชลประทาน กองจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา กรมชลประทาน กรุงเทพฯ 

   (50 หน้า)

5.      พลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ. 2526. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 3 . ไทยวัฒนาพานิชจำกัด 

           กรุงเทพฯ (306 หน้า)

6.      ศจี  เจริญยิ่งและคณะ. 2527. การทดลองเปรียบเทียบผลผลิตที่ลดลงของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สว. 1.

    สถานีค้นคว้าวิจัยการใช้น้ำชลประทาน งานเกษตรชลประทาน กองจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา กรม

    ชลประทาน กรุงเทพฯ (31 หน้า)

7.      ศจี  เจริญยิ่งและคณะ. 2529. การทดลองเปรียบเทียบผลผลิตที่ลดลงของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อขาด 

          น้ำในช่วงระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ กัน. งานวิจัยการใช้น้ำชลประทานของพืช  ฝ่ายเกษตรชล

          ประทาน กองจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา กรมชลประทาน กรุงเทพฯ (61 หน้า)

8.      ศจี  เจริญยิ่งและคณะ. 2537. เอกสารวิชาการเล่ม  1 ข้อมูลการใช้น้ำของพืชต่าง ๆ ในภาคตะวันออก

          เฉียงเหนือ. งานวิจัยการใช้น้ำของพืช  ฝ่ายเกษตรชลประทาน กองจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา กรมชล   

          ประทาน กรุงเทพฯ (39 หน้า)

9.      สุรีย์  สอนสมบูรณ์. 2504. คู่มือการชลประทานสำหรับกสิกร. โรงพิมพ์รับพิมพ์ กรุงเทพฯ (682 หน้า)

10.  สุรีย์  สอนสมบูรณ์. 2519. คู่มือเกษตรชลประทาน.  รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์  กรมชลประทาน กรุงเทพฯ 

          (275 หน้า)

11.  สุรีย์  สอนสมบูรณ์. 2526. เกษตรชลประทานประยุกต์. รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์ กรมชลประทาน

          กรุงเทพฯ (275 หน้า)

12.  สุขุม  โชติช่วงมณีรัตน์. 2533. การพิจารณาการปลูกข้าวโพดในระบบการปลูกพืชประเทศไทย. วาร

          สารดินและปุ๋ย สมาคมดินและปุ๋ย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ (58 หน้า)