กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
 

          ค้นหาใน RID

          ผู้เยี่ยมชมขณะนี้

เรามี 47 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

          สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2622
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1631
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2622
mod_vvisit_counterเดือนนี้61630
mod_vvisit_counterทั้งหมด10150978

          แบบสอบถาม

ท่านพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์กรมชลประทานระดับใด
 
หน้าแรก
'ฝายใต้ดิน' อีกก้าวของการพัฒนาแหล่งน้ำ

          ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันการพัฒนาแหล่งน้ำโดยเฉพาะการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำมีความยากมากขึ้น เพราะจะถูกต่อต้านค่อนข้างรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น แม้โครงการขนาดกลางก็ยังถูกต่อต้าน
          ประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นประเด็นสำคัญที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำถูกต่อต้านจากคนบางกลุ่ม
          กรมชลประทานซึ่งเปรียบเสมือนเป็นทัพหน้าของหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาแหล่งน้ำ จึงมักถูกกลุ่มคนที่ต่อต้านว่ากล่าวเป็นประจำ แต่กรมชลประทานก็ยังคงเดินหน้าตามภารกิจในการพัฒนาแหล่งน้ำต่อไปและพยายามค้นคว้าวิจัยหาเทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับใช้เพื่อบรรเทาปัญหาในเรื่องน้ำให้กับประชาชน
          ล่าสุดกรมชลประสบผลสำเร็จอีกระดับหนึ่งในการสร้างฝายใต้ดิน โดยได้นำร่องก่อสร้างไปแล้วในพื้นที่จังหวัดตากกว่า500 แห่ง
          นายชัชวาล ปัญญาวาทีนันท์ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน อธิบายว่าฝายประเภทนี้มีข้อดีตรงที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด เหมาะสำหรับสภาพภูมิประเทศที่ไม่มีน้ำไหลในช่วงฤดูแล้ง บริเวณที่มีลำห้วยหรือคลองธรรมชาติที่ไม่กว้างมากนัก หรือพื้นที่ๆ ไม่เหมาะจะพัฒนาแหล่งน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำฝายใต้ดิน จะใช้วัสดุในการก่อสร้างคือ ดินเหนียวและหินใหญ่ บางครั้งจึงเรียกว่า ฝายแกนดินเหนียว มีลักษณะการทำงานคล้ายๆกับฝายแม้ว หรือฝายต้นน้ำลำธาร แต่แตกต่างกันตรงที่ฝายแม้วชะลอน้ำไว้เหนือพื้นดิน ส่วนฝายแกนดินเหนียวชะลอและกักเก็บน้ำให้ขังใต้พื้นดินที่เป็นดินทราย
          สำหรับการก่อสร้างฝายใต้ดินหรือฝายแกนดินเหนียวนั้น ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทานกล่าวว่า หลังจากการสำรวจพื้นที่ที่จะก่อสร้างเสร็จ ก็จะทำการขุดชั้นทรายตามแนวขวางของลำน้ำออกให้ลึกจนถึงระดับพื้นหินดานความกว้างของฐานแกนดินเหนียวมีขนาดประมาณ 2 เมตร สำหรับความลึก 3 เมตรแต่ถ้าหากต้องขุดลึกมากกว่า 3 เมตร จะต้องเพิ่มความกว้างของฐานแกนดินเหนียวอีก 0.5 เมตรต่อความลึกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 เมตร
          จากนั้นก็จะถมดินเหนียวและบดอัดด้วยแรงคนเป็นชั้นๆ ชั้นละประมาณ 5-10 เซนติเมตร ทีละชั้นๆ จนถึงระดับพื้นผิวบนของลำห้วย โดยให้แกนดินเหนียวด้านบนมีความกว้างประมาณ 1 เมตร เมื่อเสร็จแล้วก็กลบทรายทั้งสองข้างของแกนดินเหนียวที่บดอัดให้เสมอกับผิวบนของดินเหนียวขั้นตอนสุดท้ายปูทับด้วยหินเรียงหนาประมาณ25-30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำในช่วงฤดูฝนและป้องกันไม่ให้สัตว์เหยียบย่ำชั้นบนของฝายเสียหาย
          "การก่อสร้างฝายใต้ดินนั้น ต้นทุนการก่อสร้างค่อนข้างต่ำ โดยกรมชลประทานจะให้ใช้แรงงานในพื้นที่ช่วยกันทำงาน สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน ราษฎรมีรายได้เสริม รวมทั้งยังเป็นการกระจายรายได้ให้กับท้องถิ่นอีกด้วย ส่วนการบำรุงรักษานั้นก็ไม่ยาก แต่ละปีจะมีการปรับเกลี่ยทรายทั้งด้านเหนือน้ำและท้ายน้ำของฝายแกนดินเหนียวให้ราบเรียบเสมอพื้นลำห้วย เพื่อมิให้เกิดการกัดเซาะสะสมเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว" นายชัชวาลกล่าวสำหรับการก่อสร้างฝายใต้ดินหรือฝายแกนดินเหนียวใต้พื้นทรายแห่งแรกนั้นกรมชลประทานร่วมกับจังหวัดตากดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้นำร่องก่อสร้างที่บริเวณคลองแม่ระกา ตำบลโป่งแดง อำเภอเมืองจังหวัดตาก เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศและสภาพทางธรณีวิทยา เป็นดินลูกรังและดินทรายทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำที่ตกลงมาในฤดูฝนไว้ได้ หากฝนตกมากก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากทันที ในทางตรงกันข้ามพอถึงฤดูแล้งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตรและอุปโภคบริโภค
          นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การจัดสร้างฝายใต้ดินดังกล่าว เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของจังหวัดตาก ซึ่งเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในเชิงอนุรักษ์ โดยผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้เงินลงทุนไม่มากนักแต่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมหาศาล เนื่องจากฝายใต้ดินสามารถเก็บกักและชะลอน้ำใต้ดินชั้นบนที่ขังอยู่ใต้พื้นทรายได้ ทำให้เกิดความชุ่มชื้นให้กับผืนดินบริเวณรอบข้าง
          "โดยแรกเริ่มที่เราสร้างนั้นต้องการเพียงเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น แต่กลับสามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้เพื่อการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ฝายฯ ยังช่วยรักษาและเพิ่มระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้น บ่อน้ำตื้นของราษฎรบริเวณข้างเคียงมีน้ำใช้ได้ยาวนานขึ้น และยังมีผลพลอยได้อีกประการคือช่วยฟื้นฟูสภาพป่าให้เกิดความชุ่มชื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอีกด้วย" นายวีระ กล่าวลงทุนไม่มากนัก แต่ผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่า เกษตรกรสามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ตลอดเวลา ถึงฤดูปลูกข้าว เกษตรกรสามารถตกกล้าข้าวนาปีโดยไม่ต้องรอน้ำฝน
          มั่นใจได้ว่า กรมชลประทานจะขยายผลของโครงการก่อสร้างฝายใต้ดินไปในยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมทั่วประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำแต่ไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนได้
          หรือหากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนสนใจข้อมูลหรือจะก่อสร้างฝายใต้ดินสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โครงการชลประทานตากโทรศัพท์ 0-5555-2249 และ 0-5555-2250 ในวันและเวลาราชการ